[รีวิวตามประสา] Green Book : Driving Dr.Shirley

หนังเจ้าของรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมสาขาหนังเพลงหรือตลกจากเวทีลูกโลกทองคำที่เพิ่งรับกันไปหมาดๆ (2019) กับเรื่องราวการเดินทางร่วมกันของคนสองคนที่ต่างกันสุดขั้วอย่าง โทนี่ ลิป (วิกโก มอร์เทนเซ่น) ชายผิวขาวลูกครึ่งอิตาเลียน-อเมริกันมาดจิ๊กโก๋ที่เกิดว่างงานยาวอย่างกระทันหัน ได้รับการว่าจ้างจาก ดร. ดอน เชอร์ลีย์ (มาเฮอชาลา อาลี) นักเปียโนผิวสีมากพรสวรรค์ ให้มาเป็นคนขับรถพาทัวร์คอนเสิร์ตตามเมืองต่างๆ ลากยาวจนลงไปถึงทางตอนใต้ของสหรัฐอเมริกา พร้อมกับช่วยเคลียร์ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นตลอดการเดินทาง นอกจากทั้งคู่จะต้องทำการเรียนรู้ซึ่งกันและกันจากทัศนคติที่ดูเหมือนจะต่างกันสิ้นเชิง ยังต้องมารับมือกับปัญหาการเหยียดผิวในยุค 60 ที่ทวีความหนักหน่วงขึ้นทุกครั้งที่ทั้งคู่ล่องลงไปทางใต้ของสหรัฐฯ มากขึ้นเรื่อยๆ โดยมีเพียงคู่มือแนะนำการเดินทางสำหรับคนผิวสีที่ชื่อว่า Green Book (ตามชื่อเรื่อง) คอยเป็นไกด์นำทางในยามฉุกเฉินเท่านั้น

ฟังดูพล็อตหนังอาจจะไม่มีอะไรหวือหวามากเท่าไหร่นัก รวมไปถึงประเด็นผิวสีที่เราได้เห็นจากหนังเรื่องอื่นๆ จนแทบจะเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้ว แต่สิ่งที่ Green Book พิเศษกว่าเรื่องอื่นๆ ก็คือบุคลิกของตัวละครทั้งสองผิวสีที่ภาพลักษณ์ดูฉีกจากที่หนังเรื่องอื่นๆ เคยนำเสนอมา อย่างโทนี่ ลิป มาในมาดชายผิวขาวที่นิสัยหยาบกระด้าง, การศึกษาไม่สูง และทำงานไม่เป็นหลักแหล่ง แตกต่างจาก ดร. เชอร์ลีย์ ซึ่งเป็นชายผิวสีผู้มีความสุภาพมาดผู้ดี, การศึกษาสูง และเป็นนักเปียโนชื่อดังฐานะร่ำรวย จนทำให้ทั้งคู่กลายเป็นกลุ่มคนที่ถูกเหยียดหยามจากกลุ่มสีผิวของตนเองไม่ต่างกันจากความที่ภาพลักษณ์ไม่เหมือนกับคนอื่นๆ ในสมัยนั้น รวมไปถึงสองนักแสดงนำของเรื่องที่ปล่อยฝีมือการแสดงออกมาได้อย่างยอดเยี่ยมทั้งคู่จนกินกันไม่ลง ทั้งฝั่งวิกโก มอร์เทนเซ่น ที่สลัดลุคเท่ห์ๆ ตั้งแต่สมัยเป็นอารากอนในหนังไตรภาคแห่งแหวน The Lord of the Rings ไปได้แบบจนหมดเกลี้ยง หรือเจ้าของรางวัลออสการ์จากหนังเรื่อง Moonlight มาเฮอชาลา อาลี ก็มาพร้อมกับมาดสุขุม, มีจริตจะก้าน แต่แฝงไปด้วยความเปลี่ยวเหงา และเล่นเปียโนได้ราวกับนักเล่นมืออาชีพ ซึ่งความต่างของทั้งสองคนกลายเป็นเคมีที่มาผสมกันได้อย่างลงตัว และกลายเป็นเสน่ห์ที่ทำให้คนดูเอาใจช่วยให้ทั้งคู่เปิดใจเข้าหากันให้ได้ในที่สุด

ส่วนบทหนัง แม้จะทำออกมาได้ไม่พีคอย่างที่คิด แต่ด้วยความที่หนังทำออกมาให้ดูไม่เครียด เลยทำให้กลายเป็นหนังที่ดูง่าย แฝงมุขตลกเข้ามาพร้อมกับประเด็นทางสังคมให้ได้ฉุกคิดได้อย่างลงตัว (แม้หลายๆ เหตุการณ์จะดูมองบวกมากไปซักนิด ทั้งที่เรื่องจริงน่าจะเป็นเรื่องคอขาดบาดตายได้เลย) รวมไปถึงมีหลายๆ ฉากที่ชวนให้นึกถึงหนังคลาสสิคดีกรีภาพยนตร์ยอดเยี่ยมเวทีออสการ์ อย่าง Driving Miss Daisy ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องบังเอิญ หรือเป็นการล้อ/คารวะบริบทเหล่านั้นโดยการเอามาบิดกลับให้เป็นอีกมุมมองหนึ่งก็เป็นได้ อย่างเช่นฉากตำรวจ, การสอนภาษา หรือการฉี่ข้างทาง เป็นต้น

โดยสรุปแล้วแม้อารมณ์หนังโดยรวมจะออกมาดูได้เรื่อยๆ เหมือนนั่งรถชมวิวไปตลอดทางจนถึงจุดหมาย แต่เป็นการนั่งรถที่เต็มไปด้วยวิวสวยๆ เคล้าเสียงเพลงเพราะๆ , บรรยากาศอบอุ่นแฝงความเฮฮาชวนให้ประทับใจ และเต็มไปด้วยคำพูดคมๆ ที่ชวนให้เรากลับไปคิดต่ออีกจำนวนไม่น้อย รวมไปถึงประโยคหนึ่งที่ โทนี่ ลิป พูดถึงความสัมพันธ์ของ ดร. เชอร์ลีย์กับพี่ชายว่า

“โลกนี้เต็มไปด้วยคนเหงา ที่รอให้ใครซักคนเริ่มก่อน”

ซึ่งนำไปสู่บทสรุปของเรื่องที่น่าจะทำให้ทุกคนประทับใจไปตามๆ กัน

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s